
" An apple a day keeps the doctor away " ดังสำนวนโบราณจากประเทศอังกฤษที่รณรงค์ให้ทุกคนกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ถ้าเราแปลความหมายตรงตัวจะแปลความได้ว่า ถ้าเราทานแอปเปิ้ลทุกวันจะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่มิได้หมายความว่าเราจะกินเฉพาะผลไม้แอปเปิ้ลอย่างเดียวทุกวัน
ร่างกายต้องการสารอาหารอย่างอื่นอีก ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน, ไฟเบอร์,
ไขมัน, วิตามีน, เกลือแร่ ฯลฯ
การเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราสุขภาพแข็งแรง
วันนี้ยายได้นำข้อมูลดีดีที่เรียบเรียงมาจากสมาคมโรคหัวใจของประเทศอเมริกา
( American Heart Association) มาฝากหลานๆ จ้า
ทางสมาคมเขาได้แนะนำ Healthy Diet หรือ แนวทางในการรับประทานอาหารที่
ถูกต้อง เป็นแนวทางให้รู้ว่า แต่ละวันควรกินอาหารอย่างไร ปริมาณเท่าไร


อาหารที่ควรรับประทาน (ต่อวัน)
1. ผักและผลไม้
ผักและผลไม้ จะกินเป็นผักผลไม้สด, แช่แข็ง, กระป๋องหรืออบแห้งก็ได้ทั้งนั้น
ที่สำคัญคือพยายามเพิ่มความหลากหลายของผักและผลไม้มากที่สุด ยิ่งสีเยอะยิ่งดี หรือที่เรียกกันว่า Eating the Rainbow ทานให้ครบ 7 สี
ผักและผลไม้มีวิตามิน, แร่ธาตุ และ ไฟเบอร์สูงพร้อมทั้งไขมันและแคลอรี่ต่ำ การรับประทานให้หลากหลายจะช่วยควบคุมน้ำหนักและความดัน
Tips








ผัก 7 สีที่แนะนำให้รับประทานโดย สมาคมโรคหัวใจของอเมริกา

ตัวอย่างปริมาณผักและผลไม้ที่ควรบริโภคต่อวันโดยสมาคมโรคหัวใจอเมริกา
2. โฮลเกรน

เกรนหรือธัญพืชมีอยู่ 2 ประเภท ประเทภแรกคือ โฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด คือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ทำให้มันสามารถรักษาสารอาหารไว้ได้ครบถ้วน ผิดกับประเภทที่สองที่เราเรียกว่า Refined Grain ที่ผ่านกระบานการขัดสี ทำให้ส่วนเยื้อหุ้มเมล็ด (Bran) และ จมูกข้าว (Germ) ถูกนำออกไป
รับประทานโฮลเกรนดีอย่างไรต่อสุขภาพ ?
ในโฮลเกรนอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร (Dietary Fiber) หรือที่เราเรียกสั้นๆว่าไฟเบอร์
ไฟเบอร์ดีอย่างไรต่อร่างกาย ?
ใยอาหารมีคุณสมบัติช่วยเรารักษาระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, Stroke, โรคอ้วน, โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และไม่เพียงเท่านั้นไฟเบอร์ยังช่วยเราควบคุมน้ำหนักได้ดี จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เวลาเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์อยู่ คุณสมบัติอย่างหนึ่งคือมันช่วยให้ให้เราอิ่มเร็ว อิ่มนาน ทำให้เรารู้สึกอิ่มและยังเป็นอาหารที่เป็นแคลรอลี่ต่ำ
นอกเหนือไปจากไฟเบอร์ ในธัญพืชยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน B1, วิตามิน B2, วิตามิน B3, วิตามิน B9, ธาตุเหล็ก, แมงกานีส, ซีลีเนียม ซึ่งแร่ธาตุและวิตามินเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบทำงานในร่างกาย เช่น การผลิตเซลล์ใหม่, การลำเลียงออกซิเจนในเลือด, การควบคุมไทรอยด์ และการเสริมสร้างภูมิต้านทาน
คุณยายครับในเมื่อโฮลเกรนเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากขนาดนี้ เวลาเลือกซื้ออาหาร เราจะได้ได้อย่างไรว่า อันไหนเป็นโฮลเกรน ?
สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่าเวลาเลือกซื้ออาหารให้สังเกตตรงฉลากโภชนาการ (Nutrition labels) โฮลเกรนส่วนใหญ่จะมีคำว่า "Whole" หรือ "Whole grain" ติดอยู่บนฉลาก ตัวอย่างโฮลเกรนที่เราพบได้ทั่วไป คือ ขนมปังโฮลวีท, โอ๊ตมีล, ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ข้าวโพดคั่ว, ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ
ควรรับประทานโฮลเกรนเท่าไรดี ?
สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของธัชพืขที่เรารับประทานควรเป็นโฮลเกรน
ตัวอย่างปริมาณโฮลเกรนที่ควรรับประทาน

สมาคมโรคหัวใจให้แนะนำเพิ่มเติมว่า เราควรได้ไฟเบอร์จากการรับประทานอาหารมากกว่าอาหารเสริม ในขณะที่องค์การอาหารและยา (FDA) อเมริกาได้แนะนำว่า ในคนที่รับประทานในปริมาณ 2,000 แคลต่อวันควรมีไฟเบอร์อย่างน้อย 25 กรัม
3. ผลิตภัณฑ์จากนม

Dietary Guideline for Americans 2015-2020 แนะนำให้รับประทานนมพร่องมันเนย / ขาดมันเนย 3 แก้วต่อวัน จริงแล้วๆ ยังรวมไปผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนม (Dairy Product) ตัวอื่นทั้ง โยเกิร์ตและชีส
ในส่วนของสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ได้แนะนำให้ดื่มนม 2-3 แก้วต่อวันและเป็นนมประเภท พร่องมันเนย / ขาดมันเนย สำหรับของหวานหรือของทานเล่นแนะนำเป็น ไอศกรีมน, โยเกิร์ตไขมันต่ำ, เชอร์เบท, ชอร์เบต์ หรือพุดดิ้งไขมันต่ำ
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์นมที่แนะนำโดยสมาคมโรคหัวใจของอเมริกา
ดื่มนมดีอย่างไร ? 
นมอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งแร่ธาตุและวิตามินโดยเฉพาะแคลเซียมและโปรตีน แคลเซียมคือแร่ธาตุที่สำคัญช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง หรือโพแทสเซียมที่ช่วยขยายหลอดเลือดและคุมความดัน
ถ้าดื่มนมมากเกินไปจะมีผลเสียหรือไม่ ?
Vasanti Malik นักวิทยาศาสตร์โภชนาการประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ให้ความเห็นอย่างหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนม เขาเชื่อว่านมไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ แต่เป็นอาหารที่มีเคลเซียม, วิตามิน D และโปรตีนที่คนส่วนใหญ่สามารถหามาได้ง่ายที่สุด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีช่วยให้หัวใจ, กล้ามเนื้อ และกระดูก แข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างปกติ
Malik ได้ให้ความเห็นว่า การเลือกรับประทานอาหารอย่างสมดุล (Well-balanced diet) คือตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่จำเป้นต้องดื่มนกมากเกินไป เพราะยังสามารถรับโปรตีนและแคลเซียมได้จากผักใบเขียว (green leafy vegetables) เขายังให้ความเห็นที่สอดคล้องกับสมาคมโรคหัวใจของอเมริกาว่า การเลือก นมไขมันต่ำซึ่งนอกจากจะให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว ยังช่วยลดปริมาณไขมั่นอิ่มตัวที่เข้าไปในร่างกายด้วย
4. โปรตีน

สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่าให้เลือกโปรตีนที่ได้มาจาก เนื้อไม่ติดมัน,ไข่ , ปลา, legumes, ถั่ว, เนื้อสัตว์ปีก. สำหรับปลาแนะนำให้รับประทานปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ปลาที่พบสัดส่วนกรดไขมันโอเมก้า 3 เยอะได้แก่ แซลมอน, ซาร์ดีน, ปลาแมกเคอแรลแอตแลนติก, ปลาค๊อด, ปลาทูน่า ฯลฯ
Dr. Jyrki Virtanen ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาทางโภชนาการของมหาวิทยาลัย Eastern Finland ได้ให้ความเห็นว่า การรับประทานเนื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะเนื้อแปรรูป (Processed meat) ไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายองค์รวม
กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (The U.S. Department of Agriculture) ได้ให้คำแนะนำว่า เราควรรับประทานโปรตีนในสัดส่วน 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 56 กรัมสำหรับผู้ที่น้ำหนัก 70 กิโลกรัม
Dr. Jyrki Virtanen ได้ทำวิจัยจากผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 2,441 โดยมีทั้งผู้ชายวัยกลางคนและผู้สูงวัยและพบว่าคนที่รับประทานอาหารโดยมีสัดส่วนโปรตีนสูงมีโอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) มากกว่าคนที่รับประทานอาหารโดยมีสัดส่วนโปรตีนที่ต่ำ การศึกษากินระยะเวลากว่า 20 ปีและพบว่าในจำนวนผู้เข้าร่วมทดลองทั้งหมด มีผู้ที่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวจำนวน 334 ราย ซึ่งผลการทดลองยังค้นพบว่า คนที่รับประทานอาหารที่มีสัดส่วนโปรตีนสูงที่สุดมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจล้มเหลวมากกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีสุดส่วนโปรตีนต่ำที่สุดถึง 33%
คุณยายจ๊ะ แล้วเราควรรับประทานอาหารอย่างไรถึงจะดีต่อสุขภาพและหัวใจ ?
สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่า เราควรรับประทาน ผักและผลไม้ให้หลากหลาย, โฮลเกรน, นมขาดมันเนย / นมไขมันต่ำ, เนื้อจากสัตว์ปีกที่ไม่มีหนัง, ปลา, ถั่ว น้ำมันพืชชนิด non-tropical vegetable oils และจำกัดปริมาณอาหารจำพวกเนื้อแดง (เนื่อจากสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว) , เนื้อแปรรูป(ไส้กรอก, เบคอน), ของหวาน, เครื่องดื่มผสมน้ำตาล ( เช่น โซดา, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มชูกำลัง, เครื่องดื่มเกลือแร่)
กรดไขมันโอเมก้า 3 ดีอย่างไรต่อสุขภาพ
สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่า เราควรรับประทานปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 จาน ( 2 Serving size) 1 serving size จะมีปริมาณประมาณ 3.5 ออนซ์หรือ 100 กรัม ในปลาแซลมอนหรือปลาทูน่าจะมีปริมาณกรดไขมันโอโมก้า 3 เยอะ ซึ่งโอเมก้า 3 ดีต่อหัวใจ และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
5. น้ำมัน
น้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่า ควรใช้น้ำมันจำพวก nontropical vegetable oils หรือน้ำมันที่มีองค์ประกอบของ
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว( Monounsaturated fat) และ
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fat) และให้หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์

คุณยายแล้วน้ำมัน nontropical vegetable oils ที่ว่าคือน้ำมันอะไรครับ ฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษ เวลาไปซื้อน้ำมันที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเลือกน้ำมันอย่างไรดี
สมาคมโรคหัวใจได้ให้คำแนะนำสำหรับน้ำมันในการประกอบอาหารที่ดีต่อสุขภาพซึ่งได้แก่
1. น้ำมันคาโนลา
2. น้ำมันข้าวโพด
3. น้ำมันมะกอก (Olive Oil)
4. น้ามันถั่วลิวง (Peanut Oil)
5. น้ำมันเมล็ดคำฝอย (Safflower oil)
6. น้ำมันถั่วเหลือง
7. น้ำมันทานตะวัน
หรือให้เลือกน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 4 กรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะและในฉลากไม่มีการเพิ่ม Hydrogenated oils หรือ trans fat (No partially hydrogenated oils or trans fats.)
ตัวอย่างฉลากที่มี Hydrogenated oil
อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมแนะนำว่าน้ำมันที่แนะนะไปสามารถใช้ประกอบอาหารได้ทั้งผัด (Stir-frying) และ ทอด (Pan frying) แต่ไม่แนะนำให้ทำอาหารโดยการทอดแบบน้ำมันท่วม (Deep-fat frying) 
อาหารที่ควรจำกัดปริมาณ (ต่อวัน)
1. น้ำตาล (Added Sugar) 
หลายคนเข้าใจผิดว่าระหว่างน้ำตาลในธรรมชาติและน้ำตาลที่ถูกเติมลงไป (Added Sugar) น้ำตาลในธรรมชาติสามารถพบได้ทั่วไปจากผลไม้ (ฟรุกโตส) และนม (แลคโตส) ซึ่งน้ำตาลที่จะถูกกล่าวถึงต่อไปนี้หมายถึง น้ำตาลที่ถูกเติมแต่งลงไปหรือ Added Sugar
สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำปริมาณการรับบริโภค Added Sugar ต่อวันไม่ควรเกิน 36 กรัมหรือ 9 ช้อนชาสำหรับผู้ชายและ 25 กรัมหรือ 6 ช้อนชาสำหรับผู้หญิงและเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป
บริโภคน้ำตาลมากเกินไป ไม่ดีอย่างไรหรอคุณยาย
การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคอัลไซเมอร์, โรคเบาหวาน, โรคมะเร็งลำไส้, ความดันสูง, โรคไต, โรคอ้วน, โรคตับ, มะเร็งตับอ่อน ฯลฯ
2. โซเดียม

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่า ปริมาณต่อวันไม่ควรบริโภคเกิน 2,300 mgs หรือ ดีที่สุดคือไม่เกิน 1,500 mgs ซึ่งโซเดียมบ้างก็จะอยู่ในอาหารแปรรูปทั้งหลาย เช่น ขนมขบเคี้ยว, ไส้กรอก, พิซซ่า ฯลฯ การลดบริโภคอาหารแปรรูปช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)
ปกติแล้วเกลือบริโภค (Table salt) หรือก็คือเกลือที่พวกเราใช้ในการปรุงอาหารจะมีปริมาณโซเดียมอยู่ 40% ซึ่งปริมาณ 2,300 mgs ก็จะประมาณเกลือ 1 ช้อนชา
ทานเกลือจากทะเลดีต่อสุขภาพมากกว่าเกลือบริโภคจริงไหม ?
เกลือทะเลมีขนาดผลึกใหญ่กว่าเกลือบริโภคทำให้ใน 1 ช้อนชาอาจจะมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่าเกลือบริโภคเป็นเพราะว่ามีปริมาณผลึกที่น้อยกว่า แต่โดยรวมแล้ว ไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยปกติแล้วในเกลือบริโภคจะมีการใส่ไอโอดีนเข้าไป ทำให้มีปริมาณไอไอดีนมากกว่าเกลือทะเล อย่างไรก็ตามสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกามีความเห็นว่า การบริโภคเกลือทะเลไม่ได้ทำให้สุขภาพดีกว่าการบริโภคเกลือบริโภค เราเลือกบริโภคประเภทเกลือตามที่เราต้องการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ว่าจะเป็นเกลือประเภทไหน ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มีโซเดียมมากกว่า 2,300 mgs
โซเดียมมีผลต่อร่างกายเราอย่างไร
โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อร่างกาย แต่การบริโภคปริมาณโซเดียมที่มากเกินความจำเป็นย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย
โซเดียมส่วนเกินในกระแสเลือด จะดึงน้ำเข้ามาในหลอดเลือด ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหนในหลอดเลือดมีมากขึ้น และสุดท้ายทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้น ลองนึกถึงภาพสายยางฉีดน้ำที่เราใช้เวลารดน้ำต้นไม้, เมื่อปริมาณน้ำในสายยางมากขึ้น ความดันในสายยางย่อมมากขึ้นตาม
เวลาผ่านไปนาน, ความดันโลหิตที่มากขึ้นอาจจะทำความเสียหายให้กับผนังในหลอดเลือดและไปเร่งให้เกิด Plaque ที่ไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ความดันโลหิตที่มากขึ้นไปกระตุ้นให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อที่จะฉีดสูบเลือดไปเลี้ยงให้ทั่วร่างกาย หรือพูดง่ายๆก็คือ
ปริมาณโซเดียมที่มากเกินไปส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
รู้หรือไม่ว่าถ้าคนอเมริกันลดการบริโภคโซเดียวโดยเฉลี่ยเหลือเพียง 1,500 mgs ต่อวัน จะสามารถลดความดันโลหิตโดยรวมได้ถึง 25.6% และสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย health care ได้ถึง $26.2 พันล้าน มีการประมาณการว่า ถ้าคนทั่วโลกสามารถลดการบริโภคโซเดียมได้ดังกล่าว จะสามารถลดปริมาณคนที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจทั่วโรคตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,200,000 คนในระยะเวลา 10 ปี
3.ไขมันอิ่มตัว
การบริโภคไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่มากเกินไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยเฉพาะคอเลสเตอรอลตัวแย่หรือ LDL ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและสโตรค
สมาคมโรคหัวใจแนะนำว่าควรบริโภคไขมันอิ่มตัวในปริมาณ 5-6 % ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดใน 1 วัน เช่นถ้าใน 1 วันเราใช้ 2,000 แคลอรี่ เราไม่ควรรับบริโภคไขมั่นอิ่มตัว 13 กรัม
" การลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด "
ไขมันอิ่มตัวมากจากไหน?
ไขมันอิ่มตัวพบในเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อแกะ, เนย, ชีส, เนื้อสัตว์ปีกที่มีหนัง, นมเต็มมันเนยหรือนมที่มีไขมัน 2% นอกจากนี้ไขมันอิ่มตัวยังสามารถพบได้ในอาหารทอด, เบเกอรี่ (เช่น เค้ก, โดนัท, คุกกี้ ) รวมไปถึงน้ำมันพืชบางชนิดเช่น น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์มที่องค์ประกอบเป็นไขมันอิ่มตัวสูง
เราสามารถเลือกรับประทานเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่มีไขมันต่ำ (Lean meat) หรือสัตว์ปีกที่นำหนังออกเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการลดปริมาณไขมันอิ่มตัว
4.แอลกอฮอร์ 
ทั้ง CDC และ AHA (สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา) แนะนำว่าสำหรับคนที่ดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำแนะนำให้ดื่มในปริมาณพอเหมาะ (Moderation drinking) , สำหรับผู้ชายไม่ควรเกิน 2 แก้วหรือน้อยกว่านั้น และ 1 แก้วหรือน้อยกว่านั้นสำหรับผู้หญิง

การดื่มแอลกอฮอร์ไม่ดีต่อสุขภาพยังไง ?
การดื่มแอลกอฮอร์มากเกินไปส่งผลให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดให้สูงขึ้น ซึ่งไตรกลีเซอไรด์และ คอเลสเตอรอล LDL ส่งผลให้เกิดการสร้างก้อนไขมัน (Fatty buildup) ในผนังหลอดเลือดแดงซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและสโตรค
การดื่มแอลกอฮอร์ที่มากเกินไปยังส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่น ความดันโลหิตสูง, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac arrhythmia) หรือการเสียชีวิตภาวะสุราป็นพิษ นอกจากนี้การดื่มมากเกินไปทำให้ร่างกายได้รับแคลอรี่มากเกินความจำเป็น ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวาน, โรคอ้วน
Reference.